โครงงานอาชีพ
เรื่อง ขนมหวานสาคู
คณะผู้จัดทำ
นาย.เอกลักษณ์ ทรงสุวรรณศรี เลขที่1 ม.6/6
นาย. กิตติศักดิ์ แดงกันหา
เลขที่ 2 ม.6/6
นาย.ยุทธชัย เจริญสุข
เลขที่4 ม.6/6
นาย.ณัฐพล สีมันตะ เลขที่18 ม.6/6
อาจารย์ที่ปรึกษา
คุณครู อนุสรณ์ ฤกษ์บางพลัด
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานวิชาคอมพิวเตอร์
CAI ช่วยสอน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่6/6
ภาคเรียนที่2ปีการศึกษา2556
บทคัดย่อ
ในปัจจุบันการทำขนมหวานสาคูถือเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ทำขนมหวานสาคูเพราะในปัจจุบัน ได้มีการทำขนมหวานสาคูเพื่อเป็นรายได้เสริมมีการแพร่หลายไปพร้อมกับวัฒนธรรมไทย
เนื่องจากคนในปัจจุบันการทำขนมหวานสาคูได้มีการทำขนมหวานสาคูเป็นเวลายาวนานแล้วคนสมัยก่อนนั้นตะกร้าถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็น
คนสมัยก่อนทำขนมหวานสาคูเอาไว้กินแค่ในครอบครัว
หนึ่งและได้รวบรวมไว้ไนโครงงานเล่มนี้
เพื่อให้บุคคลที่สนใจ ศึกษาและแนวทางต่อไป
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประวัติและวิธีการทำขนมหวานสาคูที่ถูกวิธีและสามารถทำเป็นรายได้เสริม
และการจัดทำโครงงานครังนี้สำเร็จรุร่วงไปได้ด้วยดีเนื่องจากได้คำปรึกษาจาก อาจายย์ อนุสรณ์ ฤกษ์บางพลัด
กลุ่มของพวกเราจึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
สารบัญ
เรื่อง
หน้าที่
บทที่ 1 ที่มาและความสำคัญ
1
บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2-3
บทที่ 3 วัสดุอุปกณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน
5
บทที่4 จากการศึกษาค้นคว้า 6-10
บทที่ 5 สรุปอภิปรายและข้อเสนอแนะ
11
ภาคผนวก 12-13
บทที่ 1
ที่มาและความสำคัญ
ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น
เป็นต้นว่างานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ
เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น
ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย
ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
ขนมไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมคือ แป้ง น้ำตาล กะทิ เท่านั้น
ส่วนขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน นั้น มา ปีนา
(ท้าวทองกีบม้า) หญิงสาวชาวโปรตุเกส เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ
ก็คือขนมจากไข่ และเชื่อกันว่าชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ เช่น รับประทานฝอยทอง
เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน รับประทาน
ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน รับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เจริญ
รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่
รวมถึงตำราขนมไทยด้วย
จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก
ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัว
ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย
และนับว่าเป็นยุคที่ขนมไทยเป็นที่นิยม
จุดมุ่งหมายของโครงงาน
1. เพื่อทำให้คนในปัจจุบันได้รู้จักวิธี
เเละความรู้พื้นฐานในการทำขนมหวานสาคู
2.
เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนรุ่นหลังเอาไว้และพัฒนาให้แปลกใหม่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
3. เพื่อนำขนมหวานสาคูไปจำหน่ายให้เกิดรายได้ สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้
สมมุติฐาน
หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการทำโครงงาน
เพื่อนำไปประกอบอาชีพไนอนาคต และ สามารถประยุกต์ขนมหวานสาคูให้ทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม
ขอบเตการศึกษา
ศึกษาจากเว็บไซต์และสอบถามบุคคลที่รู้เกี่ยวกับจักสานตะกร้าจากขนมหวานสาคู
บทที่2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ความรู้เกี่ยวกับโครงงาน
โครงงานหมายถึง
กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา
ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ
โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน
กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำได้ทุกระดับการศึกษา
ซึ่งอาจทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน
อาจเป็นโครงงานเล็กๆ
ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้
จากคำกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า
โครงงานคือการทำชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ผู้ศึกษาสนใจและมีความรู้ในเรื่องนั้นโดยมีการให้คำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้
ขั้นตอนแรกของการทำงาน
จะต้องมีการวางแผนกันภายในกลุ่มและปรึกษาหารือกันเพื่อเลือกชิ้นงานที่สนใจโดยต้องมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้
จนได้ข้อสรุป
ข้าวหลามถือว่าเป็นอาหารที่รู้จักกันมานานพอสมควรซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน
นอกจากจะเป็นอาหารแล้วในอดีตถึงปัจจุบันคนนครปฐมยังมีค่านิยมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าวหลามอีกด้วย
ดังเช่นสมัยก่อนผู้ที่ไปเยี่ยมญาติหรือไปหาผู้ใหญ่ต้องซื้อข้าวหลามนครปฐมไปฝากทุกครั้ง
ถือเป็นสัมพันธภาพที่ยั่งยืนดั่งข้าวเหนียว นอกจากนี้ยังมองเห็นถึงความเป็น
คนไทยที่ไปมาหาสู่กันมักจะนำของฝากติดมือ ไปด้วยเสมอ และคำว่า “ ข้าวหลาม” ก็เป็นคำ
ที่ปรากฏอยู่ในคำขวัญของจังหวัดนครปฐมตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบัน
ความรู้เรื่องขนมหวานสาคู
สาคูเปียกถือเป็นขนมไทยอีกชนิดที่หลายคนนิยม กับรสชาติหวาน ๆ หอม ๆ
ลื่นคอ หาซื้อมารับประทานได้ค่อนข้างง่ายทีเดียว
ตามร้านขนมไทยก็มักจะตักใส่ถุงแยกกะทิวางขายให้เห็นอย่างคุ้นตา แต่รู้หรือไม่ว่า
ถ้าอยากจะทำเองก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
วันนี้เราก็ไม่ลืมที่จะนำสูตรและวิธีทำมาฝากให้ลองทำกันนะคะ
ส่วนผสม
สาคูเม็ดเล็ก 1/2 ถ้วย
น้ำ 2
ถ้วย
น้ำตาลทราย
1/2 ถ้วย
กะทิสำเร็จรูป 1/2 ถ้วย
เกลือป่น เล็กน้อยสำหรับปรุงรส
บทที่ 3
วัสดุอุปกณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน
วัสดุอุปกณ์
1.
หม้อ
2.
ทัพพี
3.
ถ้วย
4.
จาน
5.
ตะแกรง
ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน
1. ล้างสาคูในน้ำให้สะอาด เตรียมไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด
ใส่เม็ดสาคูลงต้มจนสุก และใส จากนั้นใส่เมล็ดข้าวโพด และน้ำตาลทราย ต้มต่อจนเดือด
ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้
3. ใส่กะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟอ่อน
เติมเกลือป่นเล็กน้อย ต้มจนเดือด และข้น จากนั้นตักหยอดหน้าสาคูเปียกที่เตรียมไว้
พร้อมรับประทาน
บทที่4
จากการศึกษาค้นคว้าและฝึกทำการทำขนมหวานสาคูผลที่ได้คือพวกเราได้เรียนรู้วิธีการการทำขนมหวานสาคูที่ถูกวิธี และได้ขนมหวานสาคูอย่างสมบรูณ์แบบ
วัสดุอุปกณ์
1.หม้อ
2.ทัพพี
3.ถ้วย
4.จาน
5.ตะแกรง
วิธีการทำขนมหวานสาคู
สาคูเม็ดเล็ก 1/2 ถ้วย
น้ำ 1 หม้อ
น้ำตาลทราย
1/2 ถ้วย
กะทิสำเร็จรูป 1/2 ถ้วย
เกลือป่น เล็กน้อยสำหรับปรุงรส
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
การทำสาคูเปียกนั้นเหมือนจะง่าย
แต่จะทำให้สาคูน่ารับประทานนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด
โดยเฉพาะจะทำให้เม็ดสาคูสวยใสและไม่เละติดกัน
ก่อนต้มสาคู ต้องต้มน้ำให้เดือดจัดจึงใส่สาคู
ถ้าใส่สาคูขณะน้ำยังไม่เดือดจะทำให้สาคูเละไม่เป็นเม็ดใส
เมื่อต้มจนสาคูสุกเม็ดใสดีแล้วจึงใส่น้ำตาล
ถ้าใส่น้ำตาลขณะที่สาคูไม่สุกจะทำให้สาคูเป็นเม็ดขุ่น
และน้ำตาลจะรัดตัวสาคูทำให้ไม่สุก
การทำสาคูเปียกด้วยหม้อหุงข้าว ไฟจะไม่แรงเท่าเตาแก๊ส
เมื่อใส่สาคูลงหม้อแล้ว น้ำจะเดือดช้า ทำให้สาคูสุกช้า
ต้องคนตลอดกันสาคูไหม้ก้นหม้อขั้นตอนการทำ
1.นำเม็ดสาคูมาเหลือเอาเศษดำ
ๆ ที่ติดมากับเม็ดสาคูออกก่อน จากนั้นจึงเม็ดสาคูลงไปใส่ในหม้อที่ต้มน้ำไว้จนเดือด
2.หมั่นคอยคนเพื่อไม่ให้เม็ดสาคูจับตัวเกาะกันเป็นก้อน
สังเกตว่ารอบนอกของเม็ดสาคูเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเม็ดใส
ข้างในยังเป็นตากบสีขาวขุนอยู่บ้าง
3.ถ้าน้ำแห้งเกินไป
ก็เติมน้ำเปล่าลงไปได้อีก เวลาคนถ้าน้ำแห้งจะคนยาก มันจะหนึด ๆ มาก
4.นำน้ำกะทิตั้งไฟให้เดือด
ใส่เกลือ คนเบา ๆ ให้เกลือละลาย ชิมดูว่าชอบเค็มขนาดไหน
แล้วใส่แป้งมัน หรือแป้งข้าวโพด ละลายน้ำลงไปคนตลอดเพื่อไม่ให้แป้งเป็นก้อน กะพอกะทิหนืด ๆ ข้น ๆ เป็นใช้ได้
แล้วใส่แป้งมัน หรือแป้งข้าวโพด ละลายน้ำลงไปคนตลอดเพื่อไม่ให้แป้งเป็นก้อน กะพอกะทิหนืด ๆ ข้น ๆ เป็นใช้ได้
เวลาทาน
ตักสาคูเปียกใส่ถ้วยแล้วราดด้วยหัวกะทิก็เป็นอันเสร็จ
5. เสร็จแล้วคะ
ทานกันเลยนะคะ คนละถ้วย
บทที่
5
สรุปอภิปรายและข้อเสนอแนะ
สรุป
การทำโครงงาน เรื่องขนมหวานสาคูได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องการทำข้าวต่างๆ
- ขนมหวานสาคูรสชาติต่างๆ
ได้นำไปให้บุคคลต่างๆ รับประทานและสำรวจความพึงพอใจ ผลสรุปโดยภาพรวม
อยู่ในระดับ ดี เมื่อแยกเป็นรายกลุ่มย่อย
ปรากฏผล ดังนี้ ขนมหวานสาคูรสโกโก้ อยู่ในระดับ ปานกลาง
ขนมหวานสาคูรสชาติชาเขียว อยู่ในระดับดี ขนมหวานสาคูรสชาติลูกเดือย อยู่ในระดับ ดี ขนมหวานสาคูรสชาติถั่วดำ
อยู่ในระดับ ดีมาก ขนมหวานสาคูรสชาติชาเย็น อยู่ในระดับ ดี ขนมหวานสาคูรสชาติกะทิ อยู่ในระดับ ดีมาก ขนมหวานสาคูรสชาติอัญชัน อยู่ในระดับ ดี ข้าวหลามรสชาติธัญพืช อยู่ในระดับ ดี
ขนมหวานสาคูรสชาติชาเขียว อยู่ในระดับดี ขนมหวานสาคูรสชาติลูกเดือย อยู่ในระดับ ดี ขนมหวานสาคูรสชาติถั่วดำ
อยู่ในระดับ ดีมาก ขนมหวานสาคูรสชาติชาเย็น อยู่ในระดับ ดี ขนมหวานสาคูรสชาติกะทิ อยู่ในระดับ ดีมาก ขนมหวานสาคูรสชาติอัญชัน อยู่ในระดับ ดี ข้าวหลามรสชาติธัญพืช อยู่ในระดับ ดี
อภิปราย
1.สามารถนำเอาโครงงานมาเป็นแบบอย่างในการศึกษาข้อมูลในการทำครั้งต่อไป
2ใช้ประโยชน์จากรูปเล่นโครงงานไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
3.นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน
ในการทำโครงงานเรื่องการทำขนมหวานสาคูในครั้งนี้
ทำให้ได้รู้และศึกษาข้อมูลจากแหล่งต้างๆ มาประยุกต์ใช้และได้รับประโยชน์ ดังนี้
1.รู้และนำไปปฎิบัติได้อย่างถูกวิธี
2.ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆและนำมาจัดทำเป็นรูปเล่มโครงงานเพื่อการศึกษาต่อไป
3.นำไปประกอบการเรียนรู้ในวิชาที่เกียวข้อง
4.ได้เรียนรู้และฝึกทักษะขนมหวานสาคู
ภาคผนวก
1.นำเม็ดสาคูมาเหลือเอาเศษดำ ๆ ที่ติดมากับเม็ดสาคูออกก่อน จากนั้นจึงเม็ดสาคูลงไปใส่ในหม้อที่ต้มน้ำไว้จนเดือด
2.หมั่นคอยคนเพื่อไม่ให้เม็ดสาคูจับตัวเกาะกันเป็นก้อน
สังเกตว่ารอบนอกของเม็ดสาคูเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเม็ดใส
ข้างในยังเป็นตากบสีขาวขุนอยู่บ้าง
3.ถ้าน้ำแห้งเกินไป
ก็เติมน้ำเปล่าลงไปได้อีก เวลาคนถ้าน้ำแห้งจะคนยาก มันจะหนึด ๆ มาก
4.นำน้ำกะทิตั้งไฟให้เดือด
ใส่เกลือ คนเบา ๆ ให้เกลือละลาย ชิมดูว่าชอบเค็มขนาดไหน
แล้วใส่แป้งมัน หรือแป้งข้าวโพด
ละลายน้ำลงไปคนตลอดเพื่อไม่ให้แป้งเป็นก้อน กะพอกะทิหนืด ๆ ข้น ๆ เป็นใช้ได้
เวลาทาน
ตักสาคูเปียกใส่ถ้วยแล้วราดด้วยหัวกะทิก็เป็นอันเสร็จ
5. เสร็จแล้วคะ
ทานกันเลยนะคะ คนละถ้วย







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น